หน้าแรก Sritown.com

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21



ถ้าให้ทุกคนนึกถึงแบรนด์ที่ขายรองเท้าและกระเป๋าที่มีราคาไม่แรง แถมยังมีคุณภาพดีในบ้านเรา ทุกคนจะนึกถึงแบรนด์อะไรกันบ้าง ? เราเชื่อว่าจะต้องมีเพื่อนๆ บางส่วนนึกถึงแบรนด์สัญชาติสิงคโปร์อย่าง Charles & Keith กันอย่างแน่นอน (เผลอๆ หลายคนเพิ่งรู้กันด้วยซ้ำว่านี่เป็นแบรนด์จากประเทศสิงคโปร์)

Charles & Keith นี้ เป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าอยู่ในบ้านเราเยอะมาก สังเกตได้จากช่วงที่มีการลดราคาดูก็ได้ เรียกได้ว่าร้านแทบแตกกันทีเดียวเชียวล่ะ ซึ่งจุดเริ่มต้นของแบรนด์ๆ นี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับร้านค้าทั่วไปได้ดีเลย เพราะทุกคนรู้กันไหมว่า





ก่อนจะเป็น Charles & Keith ที่เรารู้จักกัน

จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ มาจากร้านขายรองเท้าธรรมดา

ที่อาศัยการรับสินค้ามาจากร้านค้าส่งเท่านั้นเอง






"ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา" คือจุดเริ่มต้นของ Charles & Keith


Charles & Keith เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 โดยสองพี่น้องตระกูลหว่อง (Wong) ชาวสิงคโปร์ ที่เป็นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ และใช้ชื่อของตัวเองตั้งเป็นชื่อของแบรนด์นี้ขึ้นมา ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้น Charles & Keith เป็นร้านขายรองเท้าสำหรับสุภาพสตรีที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ โดยรูปแบบ promotion ของธุรกิจในตอนนั้น ถ้าให้ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็จะให้อารมณ์เหมือนเวลาที่เราไปเดินอยู่ในย่านที่เต็มไปด้วยร้านค้าส่ง แล้วเห็นสินค้าแบบเดียวกันถูกนำมาวางขายในหลายๆ ร้าน อารมณ์จะประมาณนั้นเลยทุกคน

คือ Charles และ Keith จะไปรับของมาจากร้านค้าส่งแห่งนึง แล้วนำมาวางขายในร้านของตัวเอง เลยทำให้สินค้าที่วางขายไม่ได้มีรูปแบบที่โดดเด่น หรือแตกต่างจากร้านอื่นๆ ซึ่งพอดำเนินกิจการมาได้สักพัก Charles ผู้เป็นพี่ก็ได้คิดกับตัวเองขึ้นมาว่า



ถึงแม้ว่าการขายทุกวันนี้จะสร้างกำไรได้ก็จริง

แต่มันกลับไม่ได้สร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านเลยแม้แต่น้อย

อนาคตข้างหน้าคงไปได้ไม่ไกลมากกว่านี้

ถ้าหากพวกเค้ายังคงรับสินค้าจากร้านค้าส่งมาขายอยู่เหมือนเดิม




มันเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ว่า เค้าและน้องชายจะทำการออกแบบและผลิตสินค้าของตัวเองขึ้นมา โดยที่ลูกค้าจะต้องรับรู้ถึงเอกลักษณ์และตัวตนของแบรนด์ได้ทันทีเลยว่า นี่คือ สินค้าจาก Charles & Keith

ซึ่งสินค้าประเภทแรกที่ถูกทำออกมาวางขายก็ได้แก่ 'รองเท้า' ที่มาพร้อมกับรูปแบบที่เรียบง่าย มีคุณภาพดี แถมยังมี promotions ราคาที่เข้าถึงได้ ผ่านการออกแบบของ Keith และวางแผนการขาย โดย Charles แต่การจะทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาได้ เค้าจะต้องมั่นใจว่า สินค้าของพวกเค้าจะไม่มีทางซ้ำรอยเหมือนสินค้าที่เคยรับมาจากร้านค้าส่งก่อนหน้านี้ เค้าเลยได้ทำการดีลกับโรงงานผลิตโดยตรงจนมั่นใจได้ว่า สินค้าของเค้าจะไม่ถูกนำไปวางขายที่อื่น นอกเหนือจากร้าน Charles & Keith

Charles & Keith เปิดตัวมาได้ดีมากๆ แม้ว่าจะเป็นการเติบโตแบบไม่หวือหวา และมีที่มาจากการฉุกคิดถึงอนาคตของคนๆ นึง แต่ทว่าร้านของพวกเค้ากลับได้รับการจดจำในที่สุด ในภาพลักษณ์ของ แบรนด์แฟชั่นที่จับต้องได้ มีราคาสมเหตุสมผล  ดังนั้น ถ้าหากเราจะให้คำนิยาม Charles & Keith ว่าเป็น Friendly Brand ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนของเราคนนึง ที่ไม่ได้เข้าถึงยาก ไม่ว่าจะเป็นราคา หรือรูปแบบของสินค้า มันคงจะไม่เกินจริงแต่อย่างใด









ก้าวสำคัญของ Friendly Brand
สู่ Luxury Brand "ฝึกหัด"



หลังจากที่ Charles & Keith เปิดตัวแบรนด์ในประเทศบ้านเกิดของตัวเองได้อย่างมั่นคงในระดับนึงแล้ว แบรนด์ก็ค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปเปิดสาขานอกประเทศของตนเองกันบ้าง ซึ่งภายใน 2 ปีหลังจากเปิดตัว Charles & Keith ก็ได้พาแบรนด์ของตัวเองออกไปเปิดสาขานอกประเทศได้สำเร็จ โดยเริ่ม โปรโมชั่น จากประเทศในแถบเอเชียและตะวันออกกลางก่อน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ดูไบ ฯลฯ ก่อนจะค่อยๆ เขยิบออกไป ด้วยการเปิดตัวเป็น Pop-up Store ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอังกฤษ

โดยจุดเปลี่ยนก้าวสำคัญที่ทำให้ Charles & Keith เป็นที่น่าสนใจ และจับตามองมากยิ่งขึ้น นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2011 Charles & Keith ตัดสินใจขายหุ้นของตัวเองจำนวนกว่า 20% ให้ L Catterton Asia หรือบริษัทในเครือเดียวกันกับ LVMH  กลุ่มธุรกิจที่ดูแลแบรนด์หรู อาทิ Louis Vuittion, Christion Dior, Bulgari และอื่นๆ อีกมากมาย โดยทางบริษัทต้องการจะตีตลาด 'Afforable Luxury Brand'  หรือแบรนด์หรูในราคาที่จับต้องได้ขึ้นมา เลยทำให้ Charles & Keith กลายเป็นหมากตัวสำคัญไปโดยปริยาย เพราะทาง L Catterton Asia มีความเชื่อว่า Charles & Keith จะสามารถโตได้มากกว่านี้

ความมุ่งมั่นแรกของ L Catterton Asia นั้น ก็คือ การขยายสาขา และทำให้แบรนด์ Charles & Keith เป็นที่ 1 ในตลาดเอเชียให้ได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูไฮขึ้น ด้วยการสร้างเวทีแฟชั่นของตัวเอง, การเปิดตัวสินค้าตามฤดูกาลเหมือนแบรนด์แฟชั่นระดับสูง (แต่ก็ยังคงความจับต้องได้ของราคาอยู่)  รวมไปถึงการทำการตลาดโดยอาศัยนักแสดงรวมถึงดาราที่มีชื่อเสียง ในการโปรโมทสินค้าให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ที่สำคัญ Charles & Keith ไม่ได้วางขายสินค้าเฉพาะรองเท้าเหมือนที่ผ่านๆ มาอย่างเดียวแล้ว



เรียกได้ว่าเป็นการฉีกภาพลักษณ์ Footwear Brand แบบเดิมๆ
สู่ Lifestyle Brand อย่างเต็มตัว !



โดยประเภทของสินค้าที่เพิ่มเข้ามานั้น ทำให้ Charles & Keith สามารถจำแนกประเภทสินค้าของแบรนด์ตัวเองออกเป็น 4 หมวดย่อยๆ ได้แก่ รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องประดับ รวมไปถึงสินค้าสำหรับเด็ก






เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน

 








ขอบคุณภาพจาก : Charles & Keith


ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าจริงๆ แล้ว Charles & Keith เป็นแบรนด์ที่วางขายสินค้าสำหรับเด็กด้วย ส่วนตัวเรามองว่าคนไทยเราอาจจะไม่คุ้นกันสักเท่าไหร่ เพราะในไทยไม่ได้มีการนำสินค้าของเด็กมาวางจำหน่าย แต่ร้าน Charles & Keith ในต่างประเทศไม่ว่าจะหน้าร้านหรือออนไลน์ ต่างก็มีสินค้าในหมวดแฟชั่นเด็กด้วยกันทั้งนั้น

นอกจาก Variety ของประเภทสินค้าที่หลากหลายแล้ว ยังรวมไปถึง Variety ของจำนวนสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นด้วย  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า Charles & Keith เป็นแบรนด์แฟชั่นที่สามารถปล่อยสินค้าใหม่ ให้เห็นกันได้มากถึง 20-30 แบบต่อสัปดาห์  ถ้าคิดเป็นปี Charles & Keith มีจำนวน SKU ของสินค้าใหม่เกิดขึ้น สูงถึง 1,000 แบบ / ปีเลยทีเดียว !

แต่เห็นปล่อยสินค้าเยอะแบบนี้ Charles & Keith เค้าก็ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานการผลิต มากๆ  ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการรับผิดชอบต่อสังคม รวมไปถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตสินค้า โดยทางแบรนด์ได้สร้างมาตรฐานของตัวเองไว้ว่า จะผลิตแต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น ซึ่งมาตรฐานนี้นอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีแล้ว ยังจะทำให้แบรนด์สามารถประหยัดต้นทุน และลดการผลิตสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไปได้เยอะ ซึ่งมาตรฐานเรื่องความต้องการของลูกค้าจะถูกวัดจากอะไร คำตอบสั้นๆ เลยก็คือ ก็วัดจากความใกล้ชิดกับลูกค้าของแบรนด์ยังไงล่ะ !




อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม คลิ๊กเลย >>> https://www.punpro.com/p/charles-and-Keith-brand-story







ขอบคุณภาพจาก : Charles & Keith


ไม่ได้ตามกระแสอย่างเดียว แต่ต้องปรับให้กระแสเหล่านั้นเข้าถึงได้ด้วย !


อย่างที่เราเคยให้คำนิยามกันไปว่า Charles & Keith ถือว่าเป็น Friendly Brand ที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งรูปแบบของสินค้า รวมไปถึงราคา ซึ่งจะบอกว่ามาตรฐานการผลิตสินค้าของแบรนด์นี้ นั้นให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลักๆ ได้แก่


การออกแบบที่ทันสมัย
ราคาไม่แพง
สดใหม่จากรันเวย์



โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้ ไม่ใช่ว่าจะสามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นสินค้าได้เลยนะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะต้องอาศัยความใกล้ชิดกับลูกค้าด้วย เพราะคำว่า เฟรนลี่ ของแบรนด์นี้เป็นเหมือนคำมั่นสัญญา และความคาดหวังจากลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ดังนั้น Charles & Keith เลยให้ความใส่ใจกับประสบการณ์ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์มาก - มากที่สุด  ซึ่งประสบการณ์ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย, วัฒนธรรมภายในร้าน รวมไปถึงการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของร้านด้วยเช่นกัน









มาพูดถึงวัฒนธรรมภายในร้านที่มีผลต่อการสร้างสรรค์เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้ากันก่อนดีกว่า จะบอกว่าแบรนด์นี้ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับต้นๆ เพราะถ้าแบรนด์รู้จักลูกค้าได้ดีพอ จะทำให้แบรนด์สามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการ แถมยังช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้าที่ไม่จำเป็นไปได้เยอะ เลยทำให้ทางแบรนด์ค่อนข้างให้ความเข้มงวดกับเลือกพนักงานขายที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกันกับลูกค้า (ซึ่งอยู่ที่ 27 ปี) ในการเข้ามาให้บริการลูกค้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การเก็บสถิติ และฟีดแบคพฤติกรรมการซื้อของของลูกค้า รวมไปถึงการให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร และให้อิสระกับลูกค้าเวลาที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน

นอกจากนั้นแล้วการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ของแบรนด์นี้ ถือเป็นจุดแข็งอีกข้อนึงของแบรนด์ที่โค่นล้มได้ยาก ถึงแม้ว่าสาขาที่ให้บริการหน้าร้านจะไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น แต่ Charles & Keith สามารถขยายพื้นที่ช็อปออนไลน์ของแบรนด์ให้สามารถครอบคลุมในหลายๆ พื้นที่บนโลกนี้ได้

อ้างอิงจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ที่ทางแบรนด์สามารถ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการลุยตลาด Online Sales แบบเต็มตัว กับการเปิดรับและเทรนพนักงานใหม่กว่า 7,000 คนจากทั่วทุกมุมโลก ให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง คือไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหน ก็จะสามารถช็อปปิ้งและได้รับการดูแลจาก Charles & Keith ได้

นอกจากบริการแล้ว ยังมีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่แบบ Exclusive ผ่านทางเว็บไซต์ รวมไปถึงการทำการตลาดผ่าน Social Media ช่องทางอื่นๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายอีกด้วย ซึ่งรู้กันไหมว่า Charles & Keith เป็นแบรนด์แฟชั่นแรกๆ เลยนะ ที่มีการเริ่มใช้ Ads บน Facebook และประสบความสำเร็จกับการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ได้ตั้งแต่เปิดตัวเว็บไซต์เลยแหละ











จับตาดู ! ก้าวต่อไปของ Charles & Keith

ต้องบอกว่าการแข่งขันของตลาดแฟชั่นค้าปลีกในปัจจุบัน เป็นอะไรที่น่าจับตามาก โดยตั้งแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาส่งผลทำให้การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นกอง แบรนด์ที่มีความหลากหลายของประเภทสินค้าเยอะ ก็จะมีความได้เปรียบที่มากกว่า เพราะลูกค้าสามารถตามหาสิ่งที่พวกเค้าต้องการได้ผ่านช่องทางเดียว

นอกจากนั้นยังรวมไปถึงแบรนด์ที่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้ได้รู้จักแบรนด์ของตัวเอง แต่การจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้นั้น ต้องอาศัยหลายๆ ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้า ที่จะต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้จริงๆ รวมไปถึงตัวเว็บไซต์ที่จะต้องรองรับการใช้งานบนพื้นที่ต่างๆ ในโลกนี้ได้

ซึ่งภาพลักษณ์ของ Charles & Keith บนโลกออนไลน์ตอนนี้ ดูเหมือนว่ากำลังจะไปได้สวย ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์, Facebook รวมไปถึง Instagram โดยเฉพาะเมื่อได้มาผนึกกำลังกับกลุ่มธุรกิจแบรนด์หรูอย่าง LVMH ด้วย ก็ต้องมาจับตาดูกันต่อไป ว่าในอนาคตข้างหน้า Charles & Keith จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์พวกเรากันอีก

ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวของเรา ก็ต้องพูดกันตรงๆ เลยว่า การเติบโตของแบรนด์นี้ไม่ได้รวดเร็วเหมือนอย่างที่มันควรจะเป็น ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นอะไรที่ไม่ดี แต่ส่วนตัวเรามองว่า ตราบใดที่เรารู้จักจุดแข็งของตัวเอง รู้จักกลุ่มลูกค้าของเรา รวมไปถึงมีการวางแผนอนาคตของตัวเองที่ชัดเจนแล้ว ต่อให้จะเดินช้า หรือเดินเร็ว ส่วนตัวเรามองว่ามันก็ยังจะสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้




ส่วน Charles & Keith จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์หรูในราคาที่จับต้องได้

เหมือนที่ทาง LVMH ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ไหม งานนี้เห็นทีจะต้องส่งกำลังใจให้กันแล้ว !










ขอบคุณภาพจาก : Charles & Keith


ล่าสุดทาง Charles & Keith ได้เปิดตัวคอลเลคชันใหม่ฉลองครบรอบ 25 ปี โดยเพื่อนๆ ที่สนใจอยากจะเข้าไปส่อง หรือเข้าไปเลือกช็อปสินค้าคอลเลคชันพิเศษนี่กัน ก็สามารถเข้าไปช็อปกันได้ที่นี่ > https://ppro.onl/69z3ka2z



ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : charleskeith.com, martinroll.com, forbes.com, wikipedia.org และ similarweb.com
22
Teen Zone / ตอนนี้ยังทัน คนล่ะครึ่งเฟส 3 เหลืออีก 3 แสนสิทธิ์ ถึง 31 ธ.ค. 64
« กระทู้ล่าสุด โดย promotion เมื่อ อ. 12 ต.ค. 2021 เวลา 11:16:22 »



#โปรยังเหลืออีก3แสนสิทธิ์!
#คนละครึ่งเฟส3



พร้อมโอนแล้ว 3,000 บาท เข้าแอปฯ เป๋าตัง

ใครยังไม่ลงทะเบียนโปรโมชั่น รีบลงด่วนเลย ผ่าน www.คนละครึ่ http://xn--72c.com/ จาก 28 ล้านสิทธิ์ ล่าสุด 11 ตุลาคม 2564 เหลือเพียง 3 แสนกว่าสิทธิ์เท่านั้น สามารถใช้ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ด้วย ทั้ง Grab และ LINEMAN เวลา 06.00 - 20.00 น. ของทุกวัน ใช้สิทธิ์ได้ถึง 31 ธ.ค. 64




ลงทะเบียน promotion ได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

1) ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง http://xn--72c.com/
2) ลงทะเบียนผ่านแอปฯเป๋าตัง พร้อมผูก G-wallet (กดแถบโครงการคนละครึ่ง) สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิโครงการ/มาตรการรัฐที่ใช้แอปฯเป๋าตัง




คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

- มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย
- อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
- ประชาชนสามารถเลือกลงทะเบียนได้ 1 โครงการเท่านั้น
- ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
* ผู้ได้รับสิทธิ promotions บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถตรวจสอบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐฯ ได้ที่ www.cgd.go.th
- ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ผ่านบัตรประชาชน)
* ตรวจสอบผู้ได้รับสิทธิผ่านบัตรประชาชนได้จาก http://www.xn--b3c4a2a6ch6f.com/
- ไม่เป็นผู้ใช้สิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้




ที่มา : https://ppro.pro/2IjNKKP


#ปันโปร
#ปันโปรบอกข่าว
#SaveForMore
23
Teen Zone / "Busy Culture" เมื่อสังคมหล่อหลอมให้รู้สึกผิดเมื่อทำตัว "ขี้เกียจ"
« กระทู้ล่าสุด โดย promotion เมื่อ อ. 12 ต.ค. 2021 เวลา 10:15:18 »


อ่าา.. วันนี้ขี้เกียจจัง นอนเปื่อยๆ ออมแรงซักหน่อยดีกว่า


พี่ โปร เชื่อว่าอาการเหล่านี้ต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างแน่นอน ปล่อยเวลาว่างให้ผ่านเลยไปด้วยการนอนเปื่อยอยู่เฉยๆ บนเตียง ปล่อยตัวปล่อยใจให้สบาย ไม่ต้องทำอะไร หรือคิดถึงสิ่งที่ต้องทำให้วุ่นวาย หรือในวันทำงานเองก็มีบางครั้งที่เคลียร์งานเสร็จไว เวลาเหลือก็อยากนั่งเฉยๆ เพื่อขอพักสมองกันซักเล็กน้อย


แต่... เมื่อเรามีเวลาว่างแล้ว อยากจะอยู่เฉยๆ ทำไมลึกๆ ในใจถึงต้องรู้สึกผิดขึ้นมาทุกทีเลยละเนี่ย ?!


พี่ promotion คิดว่านั่นอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรม Busy Culture ที่กำลังหล่อหลอมเราให้กลายเป็นคนที่ดูยุ่ง ต้องมีความ Productive อยู่ตลอดเวลา








ทำไมวัฒนธรรม Busy Culture
ถึงมีอิทธิพลกับความขี้เกียจของเรามากขนาดนั้น ?



อาจจะเป็นเพราะภาพลักษณ์ของการเป็นคนยุ่งๆ หรือกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ดูเป็นคนขยันขันแข็ง ยกตัวอย่างเช่น คนที่งานยุ่งเป็นประจำ พี่ promotions มักจะเห็นคนเหล่านี้ทำงานตลอดเวลาอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียสละเวลาส่วนตัวนั่งทำงานล่วงเวลา จนบางครั้งก็ไม่มีเวลาพักผ่อน ซึ่งแน่นอนว่าคนแบบนี้จะได้คะแนนพิเศษจากเจ้านายอย่างแน่นอน แม้ว่าเบื้องหลังของคนๆ นั้นอาจจะมีปัญหาเรื่องการทำงานช้าหรือจัดการเวลาก็ตาม

ซึ่งจุดนี้นี่แหละ ที่ทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นอาจรู้สึกกดดันและรู้สึกผิด แถมยังต้องผลักดันตัวเองให้ลุกไปหางานมาทำ แม้ว่าจะเคลียร์งานในส่วนที่ต้องทำเสร็จไปแล้วก็ตาม จนเกิดเป็น Busy Culture ชั้นจะต้องทำตัวให้ยุ่ง แม้ว่าจะไม่ได้ยุ่ง เพราะกลัวว่าคนอื่นหรือเจ้านายจะมองว่าเราไม่ใช่คนขยัน ไม่ทุ่มเท และไม่กระตือรือร้นกับงานนั่นเอง หรือถ้าจะมองให้กว้างไปกว่านั้นการทำตัวให้ว่างๆ ขี้เกียจ ปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ก็อาจจะถูกมองว่าช่างเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้ไม่คุ้มค่าเอาซะเลยก็เป็นได้

แน่นอนพี่ โปรโมชั่น ว่าการทำตัวเองให้ยุ่งตลอดเวลาจนติดเป็นนิสัยไม่ใช่เรื่องที่ดี และย่อมมีผลเสียตามมาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น การป่วยจากการทำงาน หรือในเรื่องของความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว หลายคนอาจจะเคยพบเจอประสบการณ์นี้กับตัวเอง จากการนัดเพื่อนแฮงค์เอ้าท์ แต่นัดทีไรเราก็ไม่สามารถไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงได้ หรือทะเลาะกับแฟน เพราะว่ายุ่งจนเกินไป ทำให้ใช้เวลาด้วยกันน้อยลง จนบางคู่ถึงขั้นเลิกรากันไปเลยก็มี




เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน

 




อ่านบทความฉบับเต็ม คลิ๊กเลย >>>> https://www.punpro.com/p/busy-culture





ลองทำตัวขี้เกียจดูบ้าง มีผลดีมากกว่าที่คิดนะ


การตั้งใจปล่อยให้ตัวเองว่าง ไม่อยากทำอะไร ไม่ใช่เรื่องที่ผิด และก็ไม่ได้ส่งผลเสียไปซะทั้งหมด แต่จริงๆ การทำตัวขี้เกียจก็มีข้อดีเหมือนกันนะ



สมองและร่างกายได้ชาร์จแบต

เมื่อร่างกายของเราหยุดนิ่ง ปล่อยใจให้ล่องลอยโดยที่ไม่ต้องคิดหรือโฟกัสกับสิ่งใด จะช่วยให้สมองของเรากระจายโฟกัสไปที่หลายสิ่ง มากกว่าการคิดจดจ่อหรือโฟกัสอยู่ที่สิ่งๆ เดียว  และเมื่อสมองเข้าสู่โหมดที่ไม่ต้องใช้ความคิด ก็จะช่วยให้สมองและร่างกายได้ฟื้นฟูพลังงาน ให้พร้อมกับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้งนั่นเอง



วางแผนได้ดีขึ้น

เมื่อสมองของเราไม่ได้โฟกัสอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้คิดเรื่องของอนาคตมากขึ้นกว่าตอนที่สมองกำลังจดจ่อกับสิ่งๆ หนึ่งตลอดทั้งวันด้วย และยังช่วยให้เราวางแผนอนาคตระยะยาว (Long-term goals) ได้มากถึง 7 ครั้งต่อวัน เมื่อสมองของเราได้พักผ่อนแบบเต็มที่



ปิ๊งไอเดียใหม่ๆ

เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดงานไม่ออก ลองหยุดพักซักครู่ หยุดคิดหรือเค้นไอเดียให้เหนื่อยเปล่า ลองปล่อยให้จิตใจและสมองของเราโลดแล่นอย่างเป็นอิสระดูบ้าง แล้วเราจะค้นพบว่าจิตใจของเราจะนึกไปถึงเรื่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ลึกซึ้งขึ้น และจะทำให้เราปิ๊งไอเดียเจ๋งๆ โดยไม่ต้องคิดให้หัวแตกอีกต่อไป เพราะบางครั้งไอเดียสุดบรรเจิดก็สามารถเกิดจากการที่สมองของเราไม่ได้โฟกัสอะไรเลยเช่นกัน




จริงอยู่ที่ว่าการใช้เวลาว่างไปกับการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ลองคิดอีกที ถ้าเราใช้เวลาว่างเหล่านั้นไปซะทั้งหมด แล้วจะเรียกเวลาเหล่านั้นว่าเวลาว่างได้ยังไง เพราะเมื่อมีกิจกรรมต้องทำนั่นก็แปลว่าเราไม่ว่างแล้ว หรือไม่จริง ?  เพราะฉะนั้น การที่เราจะขี้เกียจไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลยนะ แถมยังมีข้อดีอีกด้วย !



ขอขอบคุณที่มา : hbr.org, imsa-search.com, time.com
24
Teen Zone / "อาการปวดหลัง" สัญญาณเตือนโรค ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ !
« กระทู้ล่าสุด โดย promotion เมื่อ อ. 12 ต.ค. 2021 เวลา 09:40:54 »



หลายคนอาจจะคิดว่า อาการปวดหลังมักเกิดขึ้นกับวัยทำงาน ที่ต้องนั่งทำงานที่ออฟฟิศเป็นเวลานานๆ เท่านั้น

แต่ในปัจจุบันเรามักจะเห็นวัยรุ่นหรือวัยเรียนมักจะบ่นว่าปวดหลังกันอยู่เสมอ พี่ promotion เตือนเลยนะว่าบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะไม่ได้หมายถึงความร่วงโรยของวัยเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนโรคที่คุณไม่อาจนิ่งนอนใจได้ และหากคุณยังคิดไม่ออกว่า อาการปวดหลังบอกโรคอะไรได้บ้าง เรามีคำตอบในบทความนี้แล้ว



 

สาเหตุที่ทำให้ปวดหลัง มีอะไรบ้าง ?
 
รู้หรือไม่ว่าจุดเริ่มต้นของการปวดหลังมักจะเริ่มมาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พี่ โปร บอกเลยนะว่าบางอย่างเราๆก็ไม่ได้คาดคิดกับแต่ก็ทำกันเป็นประจำเช่น นั่งผิดท่า, นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานเกินไป, ที่นอนแข็ง หรือ นุ่มเกินไป, ยกของหนัก, ออกกำลังกายหนักเกินไป หรือ ออกกำลังกายผิดท่า ซึ่งมักจะมาในลักษณะของการปวดเมื่อย หรือ รู้สึกตึงกล้ามเนื้อเท่านั้น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ อาการปวดหลังไม่ได้เป็นแค่ความเมื่อยล้า หรือตึงกล้ามเนื้อ แต่เป็นอาการปวดร้าวและอาการปวดลามไปที่อวัยวะอื่นๆ นั่นอาจจะหมายความว่า คุณกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับสุขภาพให้คุณรู้ก็ได้






เช็กลิสต์ อาการปวดหลัง สัญญาณเตือนโรคอะไรบ้าง ?





โรคไต - โรคนิ่ว - โรคกระเพาะ
 
หากคุณมีอาการปวดหลังเหนือบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะขัด แสบ หรือ มีไข้ ร่วมด้วย อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคไต โรคนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ นอกจากนี้ อาการปวดหลังยังเป็นสัญญาณเตือนของโรคกระเพาะ โรคที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ มดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ก็มักจะมีอาการปวดหลังเป็นสัญญาณเตือนเช่นกัน โดยผู้ป่วยมักจะปวดหลังในบริเวณที่เหนือบั้นเอว 2 ข้าง และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย

 

โรคกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน 
 
หากเพื่อนๆมีอาการปวดตึง หรือปวดเกร็งหลังเป็นบริเวณกว้าง แบบที่ไม่สามารถระบุบริเวณที่รู้สึกปวด และไม่สามารถก้มหรือแอ่นหลังได้, รู้สึกตึงหลังจนต้องอยากแอ่นหลังอยู่ตลอดเวลา หรือมีอาการปวดคล้ายกับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (แต่ไม่ปวดร้าวลงขา) พี่ promotions อยากให้ตั้งเป็นข้อสันนิฐานเบื้องต้นว่าอาจจะเป็น สัญญาณเตือนโรคกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน

ซึ่งอาการปวดดังกล่าวมักจะเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อหลังถูกใช้งานมากเกินไป, การเล่นกีฬาหักโหม, เกิดอุบัติเหตุ หรือ เหตุการณ์ที่หลังถูกกระแทกอย่างแรง จนทำให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการอักเสบนั่นเอง



โรคกระดูกสันหลังเสื่อม

โรคกระดูกสันหลังเสื่อมมักจะเกิดในผู้สูงอายุ หรือผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการปวดที่สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้ หรือรู้สึกปวดหลังแบบขัดๆ พี่ โปรโมชั่น แนะนำเช็คเบื้องต้นโดยให้ลองใช้มือกดไปที่กระดูกสันหลังตรงๆ จะรู้สึกปวดลึก ปวดเสียว หรือมีความรู้สึกขัดๆ ในข้อ หรือในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดหลังลักษณะเดียวกันกับอาการปวดโรคกล้ามเนื้อหลังอักเสบ คือ รู้สึกว่าหลังแข็งไม่สามารถก้มหลังได้เยอะแบบแต่ก่อน หรือมีอาการกล้ามเนื้อหลังเกร็งค้างร่วมด้วย

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า โรคกระดูกสันหลังเสื่อมมักจะพบในผู้สูงอายุมากกว่าวัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว เพราะโรคกระดูกสันหลังเสื่อมมักจะไม่มีสัญญาณเตือน หรืออาการเจ็บในระยะแรก แต่มักจะแสดงอาการเมื่อข้อต่อเสื่อมสภาพ หรือเมื่อกระดูกสันหลังทรุดตัวลงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมักจะอยู่ในวัยสูงอายุเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง




เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน

 




อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม  คลิ๊กเลย https://www.punpro.com/p/back-pain-warning-signs








โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
 
อาการปวดหลังที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่มักพบบ่อย คือ อาการปวดหลังร้าวลงขา และปวดมากขึ้นเมื่อไอ - จาม หรือ เบ่งเมื่อต้องเข้าห้องน้ำ

โดยแพทย์กล่าวว่า ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังรุนแรง บางคนอาจจะปวดหลังจนไม่สามารถขยับตัวได้ ในขณะที่บางคนอาจจะมีอาการปวดร้าวลงขา หรือปวดขณะที่ไอ จาม รวมถึงมีอาการชา แขนขาอ่อนแรง และมีความผิดปกติในการควบคุมปัสสาวะ อุจจาระ รวมถึงมีปัญหาเรื่องการเดิน หรือการทรงตัวร่วมด้วย

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มักจะมีสาเหตุมาจากการยกของหนัก, นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ รวมถึงเกิดจากความเสื่อมของร่างกายตามธรรมชาติ ซึ่งแพทย์บอกว่า อาการปวดดังกล่าวถือเป็นอาการของโรคออฟฟิศซินโดรมที่หลายๆ คนได้ยินชื่อกันอย่างคุ้นหูนั่นเอง



โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน
 
โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โดยมักจะปวดหลังช่วงล่าง หรือรู้สึกปวดหลังมากตอนที่ยืนหรือเดิน ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดร้าวลงที่ต้นขา สะโพก ก้น  และอาจจะมีอาการขาชา หรือขาอ่อนแรงจากการที่กระดูกเคลื่อนไปโดนเส้นประสาทร่วมด้วย

แม้ว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนมากกว่าวัยอื่นๆ แต่ข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่า โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน ยังสามารถพบได้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่อ้วนลงพุง ผู้ที่ต้องทำงานในลักษณะที่ต้องก้มๆ เงยๆ เป็นประจำ รวมถึงผู้ป่วยเป็นวัณโรคกระดูกสันหลัง หรือติดเชื้อที่กระดูกสันหลังอีกด้วย




จะเห็นได้ว่า อาการปวดหลังธรรมดาที่เราบ่นกัน อาจจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาวที่เราอาจจะคาดไม่ถึงได้ ดังนั้น หากคุณไม่อยากเข้าสู่วงการปวดหลัง ควรหลีกเลี่ยงการนั่งทำงาน หรือนั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ แม้ว่างานในแต่ละวันจะยุ่งมากแค่ไหน ก็ควรหาเวลาเปลี่ยนท่านั่ง หรือขยับร่างกายบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้คุณปวดหลังได้

แต่หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ก้าวเข้าสู่วงการปวดหลังไปแล้ว แต่อยากจะออกจากวงการนี้ และกำลังมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยคลายความปวดเมื่อยหลังลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนวดไฟฟ้า เก้าอี้เกมมิ่ง เบาะรองนั่งเพื่อสุขภาพ ท็อปเปอร์รองที่นอนแก้ปวดหลัง ฯลฯ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.nakornthon.com , www.thairath.co.th

25
Teen Zone / รวม เว็บ/แอป ตัวช่วยวัยเรียน #SAVEเวลา เรียนสบายขึ้นเยอะ
« กระทู้ล่าสุด โดย promotion เมื่อ จ. 11 ต.ค. 2021 เวลา 11:26:38 »
รวม เว็บ/แอป ตัวช่วยวัยเรียน
#SAVEเวลา เรียนสบายขึ้นเยอะ


เป็นวัยรุ่นยุคนี้ต้องใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์! เรียนออนไลน์ทำเอาหมดพลังงานไปเยอะเหมือนกัน พี่ โปร เลยรวมตัวช่วยทั้งเว็บและแอปดีๆ มาให้ ทั้งสายภาษา คณิต การโหลดไฟล์ ทำรายงาน จดโน้ตต่างๆ ไว้อ่านตอนสอบ มีตัวช่วยติดเครื่องไว้อุ่นใจทำงานส่งทันแน่นอน







App store Play store และ เว็บ

#ปันโปรโมชั่น
#ปันโปรแชร์ไอเดีย
#ตัวช่วยวัยเรียน



26
Teen Zone / LYN กระเป๋าลดสูงสุด 70%
« กระทู้ล่าสุด โดย promotion เมื่อ จ. 11 ต.ค. 2021 เวลา 10:31:48 »



LYN กระเป๋าลดสูงสุด 70%


ไปค่าพี่สาว ช็อปกระเป๋าลดปังๆ LYN กระเป๋าลดราคาสูงสุด 70% ต้อนรับ 10.10 กันค่า โปรเริ่มเพียง 657.- เท่านั้นน้า ขนาดกำลังดี สะพายแบบสวยสับกลับออฟฟิศไปทำงาน จัดไปคนละ1 !


9 - 16 ต.ค. 64
แอดเจอที่ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์



*****ฝากเราหิ้วได้ของชัวร์*****
คลิ๊กเลย ปันโปร
V
V

รับหิ้ว








โปรโมชั่น 657.- (ปรกติ 2,190.-)













































promotions 717.- (ปรกติ 2,390.-)









































promotion 837.- (ปรกติ 2,790.-)































เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน

 





























#ปันโปร #ปันโปรรับหิ้ว #LYN
#ปลอดภัยได้ของชัวร์
#ให้คุณSaveมากกว่าเดิม
#SaveForMore
27
Teen Zone / รวม "วิธีถนอมอาหาร" ยืดอายุได้นาน สายทำอาหารต้องรู้ !
« กระทู้ล่าสุด โดย promotion เมื่อ จ. 11 ต.ค. 2021 เวลา 09:39:07 »


สายทำอาหารไม่รู้ ไม่ได้ !


แชร์ทริค สารพัดวิธีการยืดอายุให้วัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นผักเอย ผลไม้เอย หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ เอย ใครที่เป็นสายชอบตุน แต่พอถึงเวลาจริงๆ 'ถ้าไม่ขี้เกียจ ก็ไม่มีเวลา' เลยทำให้น้องผักต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ที่ซื้อมา ต้องแปรสภาพตัวเองไปอยู่ในถังขยะแทน (แง น้อนนนน)  สำหรับใครที่มักจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองบ่อยๆ ได้เวลามาเรียนรู้เคล็ด (ไม่) ลับ วิธีการถนอมอาหารไปด้วยกันแล้วว งานนี้ วัตถุดิบของชั้นจะต้องรอด 









แชร์ทริค สารพัดวิธีถนอมอาหาร !

ต้องบอกว่าเป็นความโชคดีของพวกเราในตอนนี้ เพราะได้มีวิธีการยืดอายุของวัตถุดิบเกิดขึ้นเยอะมากกก อย่างก่อนหน้านี้เราอาจจะคุ้นกันกับวิธีการแปรรูปวัตถุดิบให้ออกมาเป็นอาหาร  แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องรอให้ถึงขั้นของการแปรรูปให้เป็นอาหารกันแล้ว เพราะวัตถุดิบที่ยังไม่เคยผ่านการทำอะไร เราก็สามารถยืดอายุให้กับมันได้เช่นกัน

ซึ่งวัตถุดิบแต่ละชนิดก็มีวิธีการยืดอายุที่แตกต่างกัน  อย่างเนื้อก็อาจจะต้องนำไปบ่มก่อน ถึงจะคงสภาพให้เราสามารถเก็บไว้ได้นาน และอีกสารพัดวิธี
ซึ่งเดี๋ยวพี่ โปร จะมาแชร์ทริควิธีการถนอมอาหาร โดยแบ่งตามประเภทของวัตถุดิบให้เพื่อนๆ ได้ศึกษาและนำวิธีการไปใช้กัน ส่วนจะเวิร์คไม่เวิร์คยังไง หลังจากทดลองกันแล้ว เพื่อนๆ สามารถเข้ามาคอมเมนต์อัปเดตให้ฟังกันได้นะ เผื่อคนอื่นๆ จะได้รู้กันด้วย









วิธีที่นิยมใช้ในการยืดอายุให้ผักและผลไม้

ก่อนที่เราจะไปดูขั้นตอนการยืดอายุให้ผักและผลไม้แบบละเอียดกัน เรามารู้จักวิธีที่นิยมใช้ในการยืดอายุวัตถุดิบในตอนนี้กันก่อนดีกว่า สำหรับวิธีที่นิยมใช้กันอยู่ตอนนี้ พี่ โปรโมชั่น ขอแนะนำ 4 วิธี ประกอบไปด้วยวิธีการแปรสภาพ 1 วิธี ได้แก่ Jam และวิธีการคงสภาพ 3 วิธี ได้แก่ Freezing, Drying และ Pickling


Jam - คือวิธีการแปรรูปของผลไม้ให้ออกมาเป็น 'แยม' สามารถคงอายุไว้ได้นานถึง 18 เดือน เป็นที่นิยมกันมากในต่างประเทศ เพราะง่ายและที่สำคัญคือแยมมักจะเป็นส่วนประกอบในอาหารมื้อหลักกันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น อาหารเช้า ดังนั้น ในต่างประเทศเลยนิยมนำผลไม้มาทำเป็นแยมเก็บไว้ทานกันเอง เพราะมีขั้นตอนการทำที่ง่าย ที่สำคัญยังเก็บไว้ได้นานด้วย

Freezing - เป็นวิธีการยืดอายุอาหารยอดนิยม แถมยังมีขั้นตอนที่ง่ายสุดๆ ส่วนประกอบมีแค่ถุงใส่อาหารสำหรับที่จะฟรีซ ส่วนวิธีในการฟรีซที่เหมาะสมเดี๋ยวเราจะมาแชร์กันอีกทีด้านล่างนี้ เกียมเลื่อนลงไปอ่านต่อได้เลย

Drying - หรือการนำวัตถุดิบมาตากแห้ง แต่ต้องบอกก่อนว่าวิธีการนี้จะเหมาะกับผักและผลไม้ 'บางชนิด' เท่านั้น อย่างที่นิยมมากๆ ก็จะเป็นพวกสมุนไพร รวมถึงผลไม้ อย่างเช่น กล้วย, แอปเปิ้ล ฯลฯ ซึ่งเจ้าผลไม้อบแห้งนี้นอกจากจะเป็นการยืดอายุให้ผลไม้แล้ว ยังเป็นของกินเล่นยอดนิยมสำหรับสายเฮลตี้อีกด้วย

Pickling - ก็คือการดองผักและผลไม้ สำหรับวิธีการนี้สามารถเก็บไว้ได้นานกว่า 1 เดือน จะมีให้เลือกทั้งแบบการดองด้วยน้ำเกลือ รวมถึงการดองด้วยน้ำส้มสายชู วิธีการนี้จะลดการเน่าเสียของผักและผลไม้ได้ดีมากๆ แต่ก็ต้องเลือกประเภทของผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับการดองอีกครั้งนึงด้วย อย่างที่นิยมดองกันมากๆ ก็ได้แก่ แครอท, แตงกวา ถ้าเป็นผลไม้ที่นิยมนำมาดองกันก็คือ มะม่วง ขวัญใจสายกินเปรี้ยวนั่นเอง /ว่าแล้วก็เปรี้ยวปากขึ้นมาทันที 









ยืดอายุผักด้วยวิธีนี้ อยู่ได้นานหลายสัปดาห์ !

ขอบคุณทริคดีๆ จาก ครัวบ้านสวนทวี ที่มาแชร์วิธีการเก็บผักให้สามารถอยู่ได้นานขึ้น ซึ่งเหมาะมากกก สำหรับคนที่ชอบสรรหาซื้อผักเข้าบ้านอย่างเรา  คือตอนที่ซื้อ หลายคนคงไม่ได้คิดอะไร อารมณ์ประมาณว่า เฮ้ย ผักมันดูดีมาก ซื้อมาไว้ก่อนดีกว่า  ซึ่งหน้างานจริงๆ ก็ตามสภาพพพพ แช่ทิ้งไว้นานจนลืม สงสัยจะได้งัดทริคนี้ออกมาใช้กันซะแล้ว



สำหรับทริคที่น่าสนใจของวิธีการยืดอายุผักจากช่องนี้ ก็มีตามนี้เลยจ้า

สำคัญที่สุด คือ สภาพของผักที่เราซื้อมา ต้องเลือกให้ดี อย่าให้ผักช้ำเด็ดขาด

สำหรับผักที่มีก้าน หรือฐานที่หนาและแข็ง อาทิ บร็อคโคลี่ วิธีการยืดอายุก็ง่ายมากๆ ให้เราทำการเฉือนในส่วนของใบออก + หั่นตรงฐานออกเล็กน้อย เสร็จแล้วก็นำไปใส่ในแก้วที่มีขนาดพอดีกับตัวฐาน แล้วค่อยนำไปแช่ในตู้เย็น

ผักที่มีก้านเล็กๆ อาทิ ผักบุ้ง ให้เรานำมาห่อด้วยกระดาษทิชชู่ที่บริเวณลำต้นแล้วนำหนังยางมารัดไว้ (ไม่ต้องล้างผักก่อน) ส่วนตัวฐานให้นำไปใส่ในถุงพลาสติกที่มีน้ำอยู่ในถุงเล็กน้อย นำหนังยางมารัด เสร็จแล้วก็ให้นำมาใส่ในแก้ว แล้วนำไปตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง (หลักๆเลยนะพี่ promotion แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นก็ได้ ขอแค่ห้ามโดนแสง รวมถึงความร้อนก็พอ)

อย่างผักที่เป็นหัว เช่น ผักกาด ให้นำมาล้างน้ำให้สะอาด นำมาแยกออกทีละใบ พักทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาใส่ในถุงพลาสติก แล้วแช่ใส่ตู้เย็นได้เลยยยย













เก็บต้นหอม ผักชี และขึ้นฉ่ายยังไง ผ่านมา 2 เดือนก็ไม่เน่าเสีย !


ต้นหอม ผักชี และขึ้นฉ่ายนี่เป็นวัตถุดิบที่เรียกได้ว่านิยมใช้กันเป็นหลักในหลายเมนู ซึ่งอันนี้เราอ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เจอมา คือ มันเป็นผักที่เน่าง่ายมากกกก เท่าที่จำได้คือซื้อมาไม่ถึงอาทิตย์ ใบก็เริ่มช้ำ ตรงฐานก็เริ่มเน่า โดยเฉพาะต้นหอมนี่เจอมาจนเพลีย ซึ่งดูเหมือนว่าช่อง Asia Food Secrets ช่องนี้ได้แชร์ทริคการเก็บต้นหอมมาให้เราแล้ว ได้เวลา Save ต้นหอมกันด่วนๆ



สำหรับทริคที่น่าสนใจของวิธีการยืดอายุผักจากช่องนี้ ก็มีตามนี้เลยจ้า

อุปกรณ์ที่ต้องมีในการยืดอายุผักประเภทนี้ ขีดเส้นใต้คำว่า ต้องมี เลยก็คือ ผ้าขาวบาง

มาเริ่มกันที่ ขึ้นฉ่าย กันก่อน สำหรับขึ้นฉ่ายเราจำเป็นต้องตัดส่วนของรากออกก่อน (รากนี้สามารถเก็บไว้ใช้งานต่อได้นะ ไม่จำเป็นต้องทิ้งเด้อ) เสร็จแล้วมาเช็กที่ใบกันต่อ ถ้าเราเจอใบที่ไม่สวย (เน่า หรือเหลือง) ก็ให้เราเด็ดออกไปได้เลย

ส่วน ต้นหอม ก็ต้องเฉือนเอาในส่วนของรากออกเช่นกัน แต่ไม่ต้องเอาส่วนสีขาวออกเยอะนะ แค่พอประมาณก็พอ เมื่อเราเฉือนเอาในส่วนของรากออกแล้ว ก็ให้ลอกเอาใบแรกของต้นหอมออก (สังเกตว่ามันจะงอกออกมาใบเดียว ไม่ได้เชื่อมกับส่วนอื่นๆ ใครสงสัยสามารถดูคลิปประกอบคู่กันไปด้วยก็ได้ ) เมื่อเรียบร้อยแล้วให้ตัดเอาส่วนที่เป็นใบด้านบนออกเล็กน้อย เพื่อที่จะได้คงความสดใหม่ได้เต็มที่

ในส่วนของผักชีนั้น เพื่อนๆ ไม่ต้องหั่นเอารากออก แต่ให้เราทำการดึงเอาใบที่เสีย หรือเน่าออกเท่านั้นเป็นพอ (ทั้งก้าน ทั้งใบเลยเด้อ)

เสร็จแล้วให้นำผักทั้งหมดมาล้างน้ำให้สะอาด แบ่งเป็นกำๆ แล้วใช้หนังยางรัด เสร็จแล้วนำผ้าขาวบางมาชุบน้ำแล้วบิดให้หมาด นำผักมาวางบนผ้าขาวบาง เสร็จแล้วก็ทำการห่อ (พี่ promotions แนะนำว่าตรงนี้ต้องเบาๆ มือนะ ถ้ามือหนักไป เดี๋ยวผักที่เราพิถีพิถันมาทั้งหมด อาจจะช้ำได้) เมื่อห่อเสร็จแล้วให้นำมาใส่ในถุงพลาสติก บีบไล่ลมออกให้หมด แล้วมัดหนังยางให้แน่น แล้วนำไปแช่ตู้เย็นกันได้เลยยย












คงความสดใหม่ให้กับผลไม้แบบง่ายๆ แค่ต้องอาศัยวิธีการที่ถูกต้อง


สำหรับวิธีการเก็บผลไม้นั้น ต้องบอกเลยว่า ไม่ซีเรียสเท่ากับการเก็บผัก  เพียงแต่เราจะต้องเก็บให้ถูกวิธี เพื่อจะได้เพิ่มความสดใหม่ให้กับเจ้าผลไม้ของเราให้อยู่ได้นานขึ้น สำหรับวิธีเก็บผลไม้ที่เหมาะสมนั้น จะมีอุปกรณ์หลักๆ ที่ต้องเตรียมอยู่ 2 อย่าง คือ ถุงซิปล็อก กับกล่องเก็บอาหารแบบมีฝาปิด + มีรูระบายอากาศนั่นเอง

ส่วนวิธีการเก็บผลไม้นั้น ก็แค่นำมาใส่ในถุงซิปล็อก หรือกล่องใส่อาหาร แต่มีข้อแม้ว่า ให้แยกชนิดของผลไม้ และไม่จำเป็นต้องนำผลไม้มาล้างน้ำก่อน จะได้ช่วยลดความชื้น ที่อาจจะทำให้ผลไม้เน่าเสียได้ เราเลยแนะนำให้เพื่อนๆ ล้างทีเดียวตอนที่จะกินเลย เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ให้นำมาเรียงไว้ในตู้เย็นช่องปกติได้เลย (หรือตู้เย็นบ้านใครมีช่องสำหรับแช่ผลไม้ ก็ให้นำไปแช่ในช่องนั้นได้เลย) เห็นไหมว่าง่ายมาก !

อ้อ สำหรับคนที่ต้องการจะนำผลไม้มาทำเป็นเครื่องดื่มแนว Smootie เราแนะนำให้เก็บในช่องฟรีซนะ เวลานำออกมาปั่นจะได้เย็นสดชื่น ได้ฟีลมากกว่า หรือใครสะดวกในการแช่ช่องธรรมดาก็ได้ เอาที่สะดวกกันโล้ดด





เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน

 









วิธีที่นิยมใช้ในการยืดอายุให้เนื้อสัตว์

และเช่นเคย ก่อนที่เราจะไปดูขั้นตอนของการเก็บเนื้อสัตว์กัน เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าปกติแล้วเนื้อสัตว์เค้ามีวิธีที่นิยมใช้ในการยืดอายุกันยังไง แล้ววิธีไหนเป็นวิธีที่ง่าย และนิยมทำกันมากที่สุด ซึ่งทุกคนรู้กันไหมว่า ถ้าเราเก็บเนื้อสัตว์ในวิธีที่ถูกต้อง เราจะสามารถช่วยยืดอายุให้เนื้อสัตว์ชิ้นนั้นๆ อยู่ได้นานเป็นปีๆ เชียวนะ แต่เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่คงไม่มีใครปล่อยเนื้อทิ้งไว้นานขนาดนั้นหรอกใช่ไหม หรือว่าจะมีกันนะ


Freezing - เป็นวิธีการยืดอายุเนื้อสัตว์ที่ยอดนิยม อารมณ์ประมาณว่า คิดอะไรไม่ออก บอกช่องแช่แข็ง5555  วิธีการนี้นอกจากจะช่วยยืดอายุให้กับวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์ให้กับเราได้แล้ว ยังเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันกับวัตถุดิบประเภทอื่นๆ อีกด้วย เพราะความเย็นจะสามารถช่วยรักษาความสดใหม่ และคงสภาพของวัตถุดิบได้ดีจริงๆ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจัดเก็บให้ถูกวิธี เท่านั้นเป็นพอ !

Salt Curing - หรือการหมักเกลือ วิธีนี้เป็นวิธีการที่ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วทุกคน แล้วจะบอกว่าการหมักด้วยเกลือนี้สามารถต่ออายุให้กับเนื้อสัตว์ได้ดีกว่าการแช่แข็งเสียอีก ที่สำคัญเกลือยังช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่อยู่ในอาหารได้ แถมยังช่วยลดกลิ่นได้ดีด้วย




อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม คลิ๊กเลย >>> https://www.punpro.com/p/preserving-food-tips







เก็บสารพัดเนื้อทั้งหลายยังไง ให้อยู่ได้นานเป็นเดือน !

5 in 1 ไปเลยจ้า กับวิธีเก็บเนื้อสัตว์ทั้งหลายจาก KRUA dot CO ที่ได้แชร์วิธีการเก็บอาหารสด ประเภทเนื้อสัตว์ทั้งหลายให้อยู่ได้นานขึ้น รวมถึงทริคต่างๆ อาทิ การนำมาถูด้วยเกลือก่อน รวมถึงการจัดเก็บ บอกเลยว่าได้ประโยชน์ฝุดๆ


สำหรับทริคที่น่าสนใจของวิธีการยืดอายุเนื้อสัตว์จากช่องนี้ ก็มีตามนี้เลยจ้า

สำหรับเนื้อสัตว์ประเภท เนื้อหมู, เนื้อวัว และเนื้อไก่  (แบบที่ยังไม่ได้สับละเอียด) ก็ใช้วิธีการนำมาถูด้วยเกลือให้ทั่วทั้งชิ้น เมื่อถูเรียบร้อยให้นำมาล้างด้วยน้ำเปล่า ซับน้ำออกให้แห้ง เสร็จแล้วนำหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาแบ่งใส่ถุงซิปล็อก (จัดสรรให้ดี ไม่ต้องจับยัดหมดในถุงเดียวนะทุกคน) เสร็จแล้วกดไล่ฟองอากาศให้เรียบร้อยแล้วปิดถุง เสร็จแล้วนำมาใส่กล่อง แล้วนำเข้าช่องแช่แข็งได้เลยจ้า

สำหรับเนื้อสัตว์ประเภทที่มีการสับ หรือบดอย่างละเอียดแล้ว ให้นำเนื้อมาใส่ในถุงซิปล็อก (อย่าลืมกะปริมาณดีๆ ) เสร็จแล้วให้รีดเนื้อให้แบนที่สุด เท่าที่จะทำได้ เสร็จแล้วนำมาใส่กล่อง แล้วเอาเข้าช่องแช่แข็งกันได้เลย

มาต่อกันที่อาหารทะเลกันบ้าง  เริ่มกันที่น้องจุ้ง (กุ้ง) ก่อนเลยก็แล้วกัน อันดับแรกเลยคือการนำกุ้งมาล้างในน้ำเกลือ เพื่อดับกลิ่นคาว เสร็จแล้วให้ทำการปอกเปลือกกุ้งออกให้เหลือแต่เนื้อ (ส่วนหลังกุ้งก็ให้ผ่าแล้วดึงเส้นดำออกให้เรียบร้อยก่อน)  เมื่อเรียบร้อยให้ใส่แป้งมันลงไปคลุกกับกุ้ง แล้วล้างออกอีกรอบ (เพื่อลดความคาวอีกครั้ง) เสร็จแล้วนำกุ้งมาเรียงในกล่องทีละชั้น โดยคั่นแต่ละชั้นด้วยกระดาษไข เสร็จแล้วนำเข้าช่องแข็งโล้ด

ปิดท้ายกันที่เนื้อปลา สำหรับเนื้อปลานั้นมีวิธีการที่คล้ายกันกับเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ คือการนำมาถูด้วยเกลือก่อน เสร็จแล้วล้างน้ำออก นำมาหั่นเป็นชิ้นๆ นำมาใส่ถุงซิปล็อก แล้วซีลเอาอากาศออกให้หมด (วิธีนี้จะช่วยคงความสดได้นานขึ้น) เสร็จแล้วนำใส่กล่อง เข้าช่องแช่แข็งกันได้เลยย ง่ายมั่ก









วิธีจัดเก็บเนื้อสัตว์ให้มีระเบียบ แถมยังถนอมอาหารไปในตัว !

จุดเด่นของช่อง บ้านนากาชิม่า ก็คือ ความเป็นระเบียบเลยทุกคนนน คือเราดูเพลินมาก นอกจากจะได้ประโยชน์เรื่องวิธีการจัดเก็บเนื้อสัตว์แล้ว ยังได้ทริคสำหรับการจัดระเบียบตู้เย็นไปในตัว แต่ต้องบอกก่อนว่า ขั้นตอนของการเก็บเนื้อสัตว์ด้วยวิธีการแช่ช่องแข็ง เป็นวิธีที่เรามองว่าสามารถยืดอายุของเนื้อได้เวิร์คและเหมาะกับพวกเราสุดๆ แล้ว เพราะเนื้อสัตว์ไม่ได้มีความเปราะบางเท่ากับพวกผักและผลไม้ ดังนั้น พวกบรรดาวิธีการต่างๆ อาจจะไม่ได้ต่างจากทริคข้อที่แล้วมากนัก แต่เรื่องความเป็นระเบียบนี่ต้องยกให้ช่องนี้เลย !


สำหรับทริคที่น่าสนใจของวิธีการยืดอายุเนื้อสัตว์จากช่องนี้ ก็มีตามนี้เลยจ้า

สำหรับเทคนิคของช่องนี้เค้าจะใช้ ฟิล์มถนอมอาหาร มาทำการห่อเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ โดยจะห่อให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมเท่าๆ กัน เพื่อความเป็นระเบียบเวลานำเข้าตู้เย็น ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ประเภทที่มีการบดมาแล้ว ไม่ต้องนำมาล้างน้ำเปล่า สามารถนำมาห่อแล้วนำเข้าช่องแช่แข็งได้เลย

แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ๆ ที่ยังไม่มีการบดมา ก็ให้นำมาล้างน้ำ แล้วหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อน แล้วแบ่งห่อให้มีขนาดพอดี ส่วนพวกเนื้อปลาก็จะแยกห่อทีละชิ้น เพื่อความสะดวกในการหยิบออกมาทำอาหาร ส่วนวิธีการจัดเก็บก็จะนำมาใส่ในตะกร้า แยกเป็นช่องๆ เวลาวางก็วางแยกเป็นตะกร้าๆ ในช่องแช่ / จะบอกว่าหลังจากที่เราเห็นช่องแช่แข็งของเค้าแล้ว ช่องแช่ตัวเอง คือ กลายเป็นรกไปเลย แหะๆ อายจุง








ป้ายยา 4 ไอเทมที่ต้องมีในการถนอมอาหาร





ไอเทมที่ 1 : ตะกร้าล้างผัก

จุดเด่น :  เป็นทั้งกะละมังล้างผัก + สะเด็ดน้ำไปในตัว แถมราคาก็ไม่แรง บอกเลยมีไอเทมนี้แล้วชีวิตดีขึ้นจริงๆ

ราคา : 18 บาท

ช็อปได้ที่นี่ : https://ppro.onl/3uuz58un


*ราคา ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2564









ไอเทมที่ 2 : ถุงซิปล็อก

จุดเด่น :  สามารถนำมาดัดแปลงใส่วัตถุดิบได้หลายอย่าง ที่สำคัญวัสดุของเค้าเป็นพลาสติก Food Grade เพราะฉะนั้นหมดกังวลเรื่องความปลอดภัยกันได้เลย

ราคา : 98 บาท / 1 กิโลกรัม (มีให้เลือกหลายขนาด แต่ราคาเดียวจ้า)

ช็อปได้ที่นี่ : https://ppro.onl/7z9c8hft


*ราคา ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2564









ไอเทมที่ 3 : เครื่องซีลสุญญากาศ

จุดเด่น :  อีกหนึ่งไอเทมตัวช่วยในการถนอมอาหาร เพราะถ้าอากาศหลุดเข้าไปในอาหารของเรา ยิ่งจะเป็นการลดอายุของมันไปพร้อมๆ กันด้วย ดังนั้นไอเทมนี้เลยตอบโจทย์มาก ถ้าเราอาศัยการไล่ลมด้วยมืออย่างเดียวอาจไม่พอ (และเหนื่อยเกินไปเปล่าๆ) ดังนั้นสายทำอาหารควรค่าแก่การตำจ้า !

ราคา : 259 บาท

ช็อปได้ที่นี่ : https://ppro.onl/2xrkcwsz


*ราคา ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2564









ไอเทมที่ 4 : ฟิล์มถนอมอาหาร

จุดเด่น :  มีที่ตัดในตัว ทำให้สะดวกในการใช้งาน ที่สำคัญสามารถนำเข้าไมโครเวฟ และช่องแข็งได้แบบสบายๆ ตัวพลาสติกมีเนื้อหนา ไม่ขาดง่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการถนอมอาหารให้ดีขึ้น

ราคา : 39 บาท (รีฟิล 35 บาท)

ช็อปได้ที่นี่ : https://ppro.onl/3hchcauav

*ราคา ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2564





ขั้นตอนของการถนอมอาหาร เอาจริงๆ ดูเหมือนจะง่าย แต่บางประเภทก็ต้องอาศัยงานดีเทลพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น บรรดาผักต่างๆ ส่วนเนื้อก็ไม่มีอะไรมาก พอได้ตัวช่วยอย่างช่องแช่แข็งมา ทุกอย่างก็ดูง่ายขึ้นเป็นกอง ส่วนใครที่มีเทคนิคอะไรนอกเหนือจากนี้มาแนะนำ หรือนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้แล้วได้ผลยังไง ก็สามารถคอมเมนต์กันเข้ามาได้ ทางเราขอตัวไปจัดระเบียบครัวตัวเองก่อนหนึ่ง หลังจากเจอพลังของแม่บ้านญี่ปุ่นตกมา555555


ขอบคุณข้อมูลจาก : almanac.com, wikihow.com, cookist.com, urbansurvivalsite.com และ foodnetworksolution.com
28



ใครที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 รีบลงทะเบียนกันได้เลย !

ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือกันอีกครั้ง เพื่อเปิดให้ลงทะเบียนโปรโมชั่นจองคิวฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางสถานีกลางบางซื่อ โดยสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 64 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป โดยการลงทะเบียนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามนี้เลย



กลุ่มบุคคลทั่วไป อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนชนิดใดมาก่อน
รับวัคซีนสูตรไขว้ เข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค เข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า โดยเว้นระยะเข็มแรก และเข็มสองเป็นเวลา 21 วัน


กลุ่มรับวัคซีนเข็ม 3
สำหรับคนที่เคยได้รับวัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็ม ก่อนวันที่ 31 ก.ค.64  จะได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เป็นเข็มที่สามเพื่อบูสต์



ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 64 ตั้งแต่ 9.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าสิทธิ์จะเต็ม
เข้ารับวันฉีดวัคซีนในวันที่ 9 - 31 ต.ค. 64





สถานที่รับวัคซีน

บุคคลทั่วไปที่เข้ารับเข็มที่ 1  : ฉีดที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ประตู 1 เท่านั้น
กลุ่มรับวัคซีนเข็มที่ 3 : ฉีดที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ประตู 2, 3 และ 4








ค่ายมือถือไหนบ้าง ที่เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ฟรี !





ลงทะเบียนฉีดวัคซีนกับเครือข่าย AIS

สามารถใช้เบอร์จากค่ายใดลงทะเบียนก็ได้ โดย 1 เบอร์โทรศัพท์ สามารถลงทะเบียนได้ 5 หมายเลขบัตรประชาชน
เมื่อลงทะเบียนแล้ว รอรับ SMS แจ้งผลลงทะเบียนภายใน 2 ชม.
สามารถลงทะเบียนได้ที่นี่ : https://www.ais.th/vaccinesforthais/










ลงทะเบียนฉีดวัคซีนกับเครือข่าย Dtac

ขั้นตอนการลงทะเบียนโปรฉีดวัคซีนเพียงกรอกชื่อ - นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ปัจจุบัน และหมายเลขบัตรประชาชน
เมื่อลงทะเบียนแล้วสามารถตรวจสอบผลการลงทะเบียนได้ที่นี่ : https://app.dtac.co.th/vaccine/check-qr
ลงทะเบียนฉีดวัคซีนได้ที่นี่ : https://app.dtac.co.th/vaccine/index.html










ลงทะเบียนฉีดวัคซีนกับเครือข่าย True

สามารถลงทะเบียน promotion ฉีดวัคซีนได้เฉพาะลูกค้า True, True Visions และ True online เท่านั้น
ลูกค้า True สามารถลงทะเบียนได้ที่นี่ : https://vaccine.trueid.net/
ลูกค้า True Visions และ True online ลงทะเบียนได้ที่นี่ : https://vaccine.trueid.net/tol-tvs


 







ลงทะเบียนฉีดวัคซีนกับ NT บมจ.โทรคมนาคม

สามารถใช้เบอร์ของเครือข่ายใดลงทะเบียน promotions ฉีดวัคซีนก็ได้ โดย 1 เบอร์ สามารถลงทะเบียนได้ 1 สิทธิ์
สามารถลงทะเบียนได้ที่นี่ : https://covid19vaccine.ntplc.co.th/CVC/info


เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ อย่าลืมเก็บหลักฐานการลงทะเบียนไว้ด้วยนะ เพื่อใช้เป็นเอกสารยืนยันการจองคิวในวันที่เข้ารับวัคซีน และอย่าลืมนำบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมปากกาติดตัวไปด้วย จะได้ไม่ต้องเสี่ยงเชื้อโรคจากการใช้ปากการ่วมกันกับคนอื่น และที่สำคัญ อย่าลืมเผื่อเวลาการเดินทางกันด้วยนะ เพื่อจะได้เข้ารับวัคซีนได้ทันเวลานัดนั่นเอง



ขอบคุณข้อมูลจาก : thansettakij.com, prachachat.net
29



Michelin Star รางวัลที่ร้านอาหารใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครอง เพราะรางวัลนี้การันตีว่าร้านอาหารของตัวเองนั่นอร่อย ได้คุณภาพ และยังเป็นตัวช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาลิ้มลองด้วย

แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยกันมั้ยว่า ร้านอาหารมิชลินสตาร์มันมีที่มาที่ไปยังไง ? แล้วเกี่ยวข้องกับยางรถยนต์ยี่ห้อดังของโลก อย่าง Michelin หรือเปล่า ?  วันนี้พี่ โปร เราหาคำตอบมาให้แล้วจ้า !








Michelin Guide และ Michelin Star มาจากผู้ก่อตั้งยางรถยนต์ Michelin

ย้อนกลับไปในปี 2432 สองพี่น้อง André and Edouard Michelin ได้ก่อตั้งบริษัทผลิตยางรถยนต์ในชื่อว่า Michelin และในช่วงนั้นกิจการของทั้งคู่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองและเติบโตอย่างเต็มที่ ทั้งคู่ก็เลยคิดว่าเราควรจัดทำคู่มือสำหรับคนขับขี่รถยนต์ โดยใช้ชื่อว่า Michelin Guide เพื่อให้พวกเขาได้สำรวจเส้นทาง โดยในคู่มือนั้นประกอบไปด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ สถานที่พักผ่อน รวมไปถึงร้านอาหารด้วย

หลังจากนั้นพี่ promotion บอกเลยว่าความฮอตของ Michelin guide ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น บรรดาร้านอาหารต่างๆ ที่ได้รับคำแนะนำจาก Michelin Guide ได้กลายเป็นหนึ่งในคู่มือท่องเที่ยวของโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย

และในปี คศ. 1931 เป็นปีแรกของการจัดทำ Michelin Guide ที่ใช้การจัดอันดับโดยให้คะแนนเป็นดาวมิชลิน ทั้งหมด 3 ระดับด้วยกัน โดยระดับสูงสุด คือ 3 ดาว รองลงมาเป็น 2 ดาว และ 1 ดาว ตามลำดับ และก็ยังคงใช้การให้คะแนนด้วยดาวมาจนถึงปัจจุบันด้วย





เกณฑ์การให้ดาวของ Michelin Guide คืออะไร ?

สำหรับเกณฑ์การตัดสินว่าร้านอาหารร้านไหน ควรได้ดาวมิชลินไปครอบครอง จะวัดจาก 5 เกณฑ์หลักๆ มีอะไรบ้างตามพี่ promotions มาดูกัน คือ

คุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้
ความโดดเด่นของรสชาติ. และเทคนิคการรังสรรค์อาหาร
เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเชฟที่นำเสนอผ่านมื้ออาหาร
ความคุ้มค่าสมราคา
ความคงที่ของรสชาติ









Michelin Star แต่ละระดับมีความหมายว่ายังไงบ้าง ?

1 ดาว  : High quality cooking, Worth it Stop !

ร้านอาหารที่ดีมีคุณภาพ การปรุงรสชาติสม่ำเสมอ ควรค่าแก่การหยุดแวะชิมระหว่างเดินทาง แต่ยังขาดเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่จะดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาทานซ้ำ


2 ดาว : Excellent Cooking , Worth a Detour

ร้านอาหารรสชาติดี คุณภาพเยี่ยม มีการนำเสนอที่พิเศษและไม่ซ้ำใคร เหมาะกับการขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อแวะชิม


3  ดาว : Exceptional cuisine Worh a Special journeys !

สุดยอดร้านอาหารชั้นเลิศ พี่ โปรโมชั่น บอกเลยว่าโหดมากเพราะนอกจากจะได้มาตรฐานทั้งรสชาติ เทคนิคการนำเสนอและยังต้องรังสรรค์อาหารของเชฟที่ไม่เหมือนใคร เป็นร้านที่ควรค่าแก่การตั้งเป็นจุดมุ่งหมายเพื่อวางแผนออกเดินทางไปลองชิมโดยเฉพาะ





เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน

 







กรรมการตัดสินการให้ดาวมิชลิน "เป็นบุคคลลึกลับ" ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้

กรรมการผู้ตัดสินการให้ดาวมิชลิน หรือที่เรียกว่า ผู้ตรวจสอบมิชลิน (Michelin Spector) จะมีการเปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ของมิชลิน โดยผู้สมัครจะต้องมีความรู้พื้นฐาน หรือหลงใหลเกี่ยวกับอาหารเป็นอย่างมาก

เมื่อได้รับการคัดเลือกจะต้องผ่านด่านสัมภาษณ์และต้องผ่านการทดสอบหลายต่อหลายครั้งมากๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามีคุณสมบัติมากพอที่เหมาะจะรับตำแหน่งผู้ตรวจสอบมิชลิน และเมื่อผ่านการสัมภาษณ์แล้วก็ยังต้องผ่านการเทรนอย่างเข้มงวดก่อนที่จะออกตระเวนชิมอาหารที่เพื่อค้นหาร้านที่เหมาะสมจะได้รับดาวมิชลิน

ที่สำคัญเมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว กฏเหล็กที่ผู้ตรวจสอบมิชลินต้องทำตามให้ได้ คือ การไม่เปิดเผยตัวตนว่าตัวเองคือผู้ตรวจสอบมิชลิน ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัว หรือกับร้านอาหารก็ตาม เวลาที่เข้าไปประเมินร้านอาหารต้องทำตัวให้กลมกลืนกับลูกค้าปกติมากที่สุด เพื่อป้องกันความลำเอียง หรือการติดสินบนในการตัดสิน และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Michelin Guide นั่นเอง



อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม คลิ๊กเลย >>> https://www.punpro.com/p/what-to-know-michelin-star-restaurent





ร้านอาหารข้างทาง หรือ Street Food ก็สามารถเป็นหนึ่งในร้าน Michelin Guide ได้เช่นกัน !
เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เพื่อนๆ ชาวปันโปรหลายคนสงสัยไม่น้อยไปกว่าเรา ว่าร้านที่จะได้ Michelin Star เนี่ย ดูจะมีแต่ร้านอาหารที่ราคาสูงทั้งนั้นเลย แล้วร้านอาหารข้างทาง ราคากลางๆ มีสิทธิ์จะได้ไปอยู่ใน Michelin Guide บ้างมั้ย ?


ร้านอาหารข้างทาง หรือร้าน Street Food ก็มีสิทธิ์เป็นหนึ่งในร้าน Michelin Guide เช่นเดียวกัน

แต่จะได้รับเป็นรางวัล บิบ กูร์มองด์ ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปบีเบนดั้ม (Bibendam)

หรือมาสคอตของมิชลิน ทำท่าเลียปาก แทนการรับดาว









รางวัล บิบ กูร์มองด์ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1955 โดยจุดประสงค์ของรางวัลนี่มีขึ้นเพื่อ ค้นหาร้านอร่อยในราคาย่อมเยา ที่น่าไปลิ้มลองไม่แพ้ร้านอาหารติดดาวเลย  ซึ่งร้านอาหารที่จะได้รางวัลนี้ไปครอบครองจะเป็นร้านที่อาหารอร่อย เสิร์ฟอาหารคุณภาพดี และราคาอาหารเมื่อสั่งแบบครบคอร์ส ตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และอาหารหวาน รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 1,000 บาท

สำหรับปี 2021 นี้ ก็มีร้านอาหารของไทยหลายร้านที่ได้รางวัล บิบ กูร์มองด์ ไม่ว่าจะเป็น โกอ่าง ข้าวมันไก่ประตูน้ำ, เผ็ดเผ็ด บิสโทร, สมยศ ข้าวต้มรอบดึก, บุญเลิศ บะหมี่เกี๊ยวปู เป็นต้น

และนอกจากนี้ยังมีรางวัล มิชลิน เพลท ด้วย ซึ่งเป็นรางวัลการันตีของร้านที่มีการใช้วัตถุดิบสดใหม่ และปรุงอย่างพิถีพิถัน เสิร์ฟอาหารดี และมีคุณภาพ ซึ่งร้านอาหารที่ได้รางวัลนี้ ถ้าถูกประเมินอีกครั้งในปีถัดไป แล้วผ่านเกณฑ์ของผู้ตรวจสอบมิชลิน ก็สามารถเลื่อนจากมิชลิน เพลท ไปเป็นรางวัล บิบ กูร์มองด์ได้ด้วย






Michelin Star รางวัลที่ยากจะรั้ง เมื่อได้รับแล้ว ก็สามารถถูกริบดาวคืนได้เหมือนกัน

อย่างที่เรารู้กันดีว่ามาตรฐานการให้รางวัลของมิชลินนั่นสูงลิบลิ่ว ดาวมิชลินที่ร้านอาหารหลายๆ ร้านต่างใฝ่ฝัน การได้มาว่ายากแล้ว แต่การรักษามาตรฐานให้ได้ดาวทุกปีเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้ตรวจสอบมิชลินกลับมาประเมินอีกครั้ง แล้วพบว่ามาตรฐานข้อใดข้อหนึ่งตกไป ก็จะริบดาวคืนทันที ทำให้ร้านอาหารต้องลงทุนลงแรงทั้งหมดที่มีเพื่อรักษามาตรฐานเอาไว้

ถ้ามองในแง่ผู้บริโภคแบบเราๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นนี่เป็นข้อดีมากเลยนะ ที่ร้านอาหารสามารถรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ จนได้ดาวติดต่อกันหลายปีซ้อน แต่ในมุมของร้านอาหารเองก็คงต้องเครียดไม่น้อยที่ต้องรักษาดาวไว้ให้ได้









อย่างร้านเจ๊ไฝได้รับรางวัล Michelin Star ครั้งแรกในปี 2018 ก็ได้กลายเป็นร้านในตำนาน คนเยอะ จองคิวยาก กว่าจะได้กินต้องรอคิวกันเป็นเดือน ถึงแม้ว่ารางวัลนี้จะช่วยเพิ่มชื่อเสียงและยอดขายให้กับร้าน แต่ในมุมของเจ๊ไฝแกถึงกับบ่นอุบเลยว่า อยากคืนรางวัลนี้ให้กับมิชลินเพราะเหนื่อยและเครียดจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นร้านเจ๊ไฝก็สามารถรั้งดาวไว้ได้ถึง 3 ปีซ้อนเลยทีเดียว

ท้ายนี้ เพื่อนๆ น่าจะได้รู้จักกับมิชลินสตาร์กันมากขึ้นไม่มากก็น้อย และนอกจากการให้ดาวกับร้านอาหารแล้ว Michelin Guide ยังมีแนะนำที่พัก และโรงแรมอีกด้วย โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูการแนะนำร้านอาหารและโรงแรมของ Michelin Guide เพิ่มเติมได้ที่นี่ : https://guide.michelin.com/th/th



ขอบคุณข้อมูลจาก : guide.michelin.com, facefoodmag.com, marketingoops.com
30
Teen Zone / New Balance ผ้าใบใส่แล้วเก๋ ลดสูงสุด 60%
« กระทู้ล่าสุด โดย promotion เมื่อ พฤ. 07 ต.ค. 2021 เวลา 11:44:48 »



New Balance ผ้าใบใส่แล้วเก๋ ลดสูงสุด 60%


เห็นช่วงนี้ผ้าใบ New Balance เค้ามาแรง แต่งตัวสายเกาเข้ากันสุดๆ แถมมีโปรลดราคาออกมาพอดีแอดก็ไม่พลาดนำมาป้ายยากันค่า โทนสีอ่อนเอิร์ธโทนก็ดีงาม โทนสีจี๊ดจ๊าดก็โดนใจ มันต้องมีสักคู่ละแมะแบบนี้!


โปรโมชั่นเริ่ม 5 - 31 ต.ค. 64
แอดเจอที่สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ตนะ
































































































อยากได้ฝากหิ้วกับปันโปรได้น้า
คลิ๊กเลย
V
V

รับหิ้ว




























เห็นผลภายใน 2 สัปดาห์
ลดผมร่วงได้อย่างชัดเจน

 











































#ปันโปรรับหิ้ว
#ปันโปร #NewBalance
#ปลอดภัยได้ของชัวร์
#ให้คุณSaveมากกว่าเดิม
#SaveForMore
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10